องศาของดาวและการนำมาใช้

องศาของดาวและการนำมาใช้


เรื่องขององศา ของดาวนั้น เคยพูดถึงมาแล้วจากเรื่องของตรียางค์และนวางค์ตอนที่่๑  https://zodietcwise.blogspot.com/2019/09/blog-post_18.html 

โหราศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ใช้ปฏิทินแบบนิรายนะ (Sidereal Zodiac) เช่น สุริยยาตร์ หรือ ลาหิรี เป็นหลักและหน่วยวัดของแต่ละราศีตามราศีจักรหรือในดวงอีแปะนั้นจะประกอบด้วยตรียางค์และ นวางศ์ซึ่ง จำเป็นต้องใช้องศาดาว และ องศาลัคนา ฉะนั้นเราก็ต้องทราบมาตราของโหราศาสตร์ก่อนดังนี้

๑ ราศี เท่ากับ ๓๐ องศาคือ ๓ ตรียางค์หรือ ๙ นวางค์
๑ ตรียางค์ เท่ากับ ๑๐ องศา (๓นวางค์)
ในหนึ่งราศี มีการแบ่งออกเป็น ๓ ตรียางค์โดยมีข้อกำหนดในเรื่องขององศาและการเรียก ดังนี้คือ
    - ปฐมตรียางค์ เริ่มจาก ๐ -๑๐ องศา
   - ทุติยะตรียางค์ เริ่มจาก ๑๐องศา ๑ลิปดา - ๒๐ องศา
   - ตติยะตรียางค์ เริ่มจาก ๒๐องศา ๑ลิปดา - ๓๐ องศา
๑ นวางค์ เท่ากับ ๓ องศา ๒๐ ลิปดา
๑ องศา เท่ากับ ๖๐ ลิปดา
๑ ลิปดา เท่ากับ ๖๐ ฟิลิปดา

การนำมาใช้ ขององศา เกี่ยวข้องกับหลายๆเรื่องในทางโหราศาสตร์

- เรื่ององศาของมหาอุจจ์

ดาวอาทิตย์ ๑ เป็นอุจจ์ในราศีเมษโดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่สมผุส ๑๐ องศา
ดาวจันทร์ ๒ เป็นอุจจ์ในราศีพฤษภ โดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่สมผุส ๓ องศา
ดาวอังคาร ๓ เป็นอุจจ์ ในราศีมังกรโดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่สมผุส ๒๘ องศา
ดาวพุธ ๔ เป็นอุจจ์ในราศีกันย์โดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่สมผุส ๑๕ องศา
ดาวพฤหัสบดี ๕ เป็นอุจจ์ในราศีกรกฎโดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่สมผุส ๕ องศา
ดาวศุกร์ ๖ เป็นอุจจ์ในราศีมีนโดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่สมผุส ๒๗ องศา
ดาวเสาร์ ๗ เป็นอุจจ์ในราศีตุลย์โดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่สมผุส ๒๐ องศา
ดาวราหู ๘ เป็นอุจจ์ในราศีพิจิกโดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่ไม่มีสมผุสองศา
ดาวเกตุ ๙ เป็นอุจจ์ในราศีพฤษภโดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่ไม่มีสมผุสองศา
ดาวมฤตยู ๐ เป็นอุจจ์ในราศีมิถุนโดยจะมีความเป็นมหาอุจจ์ที่ไม่มีสมผุส องศา

- ความเป็นนิจของดาวต่างๆ จะมีองศา ที่ทำให้นิจนั้นฟื้นคืนได้

๑.อาทิตย์เป็นนิจที่ราศีตุลย์ เมื่อมีองศาระหว่าง ๒๐องศา๑ลิบดา ถึง ๒๓องศา ๒๐ลิบดา อาทิตย์จะเข้านวางค์ลูกที่๗ ในราศีตุลย์ อันมีดาวอังคารเป็นเจ้านวางค์และราศีเมษเป็นราศีอุจจ์แห่งอาทิตย์ อาทิตย์ในนวางค์ลูกนี้แม้ในราศีจักรจะเป็นนิจ แต่ในนวางค์จักรนั้นจะกลายเป็นอุจจ์ นวางค์จึงเป็นอันระงับดับทุกข์โทษสิ้น
๒.จันทร์เป็นนิจที่ราศีพิจิก ไม่สามารถจะเข้าเกาะนวางค์ที่เป็นเกษตรราศีอุจจ์แห่งตนได้ อันได้แก่นวางค์ที่ครองด้วย ดาวศุกร์เจ้าเรือนพฤษภจึงเป็นอันว่า จันทร์๒ นั้นถ้าเป็นนิจตามราศีจักรแล้วไม่สามารถเป็นอุจจ์ในนวางค์ได้เลย
๓.อังคารเป็นนิจในราศีกรกฎ ถ้าอังคารมี ๒๐องศา๑ ลิบดาถึง๒๓ องศา ๒๐ลิบดา จะเข้า ครองลูกที่๗ในราศีกมังกร อันมีดาวเสาร์เป็นเกษตรราศีมังกรครองนวางค์ลูกนี้อยู่และอังคารอยู่นวางที่ราศีอุจจ์นี้ แม้ในราศีจักรเป็นนิจแต่ อังคารนั้นจะกลับระงับโทษทุกข์สิ้น ส่งผลดีเช่นเดียวกันที่เป็นมหาอุจจ์

๔.พุธเป็นนิจในราศีมีน แต่ถ้าพุธมีองศา ๖องศา๔๑ลิบดา ถึว๑๐องศา พุธเกาะนวางค์ลูกที่๓ ในราศีมีน อันเป็นนวางค์ที่ครองด้วยพุธเจ้าเรือนเกษตรราศีกันย์ เป็นอุจจ์และเป็นเกษตรของพุธ เมื่อพุธเข้าครองนวางค์นี้ ถึงแม้จะเป็นนิจแต่จะกลับเป็นอุจจ์ในนวางค์จึงเป็นอันระงับดับทุกข์โทษสิ้น

๕.ศุกร์เป็นนิจที่ราศีกันย์แต่ถ้ามีองศาได้๖ องศา๔๑ลิบดาถึง ๑๐องศา ศุกร์จะเข้านวางค์ลูกที่๓ในราศีกันย์ อันมีดาว พฤหัสเป็นเจ้านวางค์และราศีมีนเป็นราศีอุจจ์แห่งศุกร์ ศุกร์ในนวางค์ลูกนี้แม้ในราศีจักรจะเป็นนิจ แต่ในนวางค์จักร นั้นจะกลายเป็นอุจจ์ ถึงแม้จะเป็นนิจแต่จะกลับเป็นอุจจ์ใน นวางค์จึงเป็นอันระงับดับทุกข์โทษสิ้น
๖.เสาร์เป็นนิจที่ราศีเมษ แต่ถ้ามีองศาได้๒๐องศา๑ลิบดาถึง ๒๓องศา ๒๐ลิบดา เสาร์จะเข้านวางค์ลูกที่๗ในราศีเมษ อันมีดาวศุกร์เป็นเจ้านวางค์และราศีตุลย์เป็นราศีอุจจ์ของเสาร์ เสาร์ในนวางค์ลูกนี้แม้ในราศีจักรจะเป็นนิจ แต่ในนวางค์จักรนั้นจะกลายเป็นอุจจ์ ถึงแม้จะเป็นนิจแต่จะกลับเป็นอุจจ์ใน นวางค์จึงเป็นอันระงับดับทุกข์โทษสิ้น
๗.ราหูเป็นนิจที่ราศีพฤษภ ไม่สามารถเข้าครองนวางค์ได้ที่ดาวเคราะห์อุจจ์แห่งตนครอง
๘.พฤหัสเป็นนิจที่ราศีมังกร แต่ถ้ามีองศาได้๒๐องศา๑ลิบดาถึง ๒๓องศา ๒๐ลิบดา พฤหัสจะเข้านวางค์ลูกที่๗ในราศีมังกร อันมีดาวจันทร์เป็นเจ้านวางค์และราศีกรกฎเป็นราศีอุจจ์แห่งพฤหัสบดี พฤหัสบดีในนวางค์ลูกนี้ แม้ในราศีจักรจะเป็นนิจ แต่ในนวางค์จักรนั้นจะกลายเป็นอุจจ์ ถึงแม้จะเป็นนิจแต่จะกลับเป็นอุจจ์ในนวางค์จึงเป็นอันระงับดับทุกข์โทษสิ้น


อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://zodietcwise.blogspot.com/2020/04/zodietcwise.html

- จุดองศามรณะของดาวเคราะห์ตามราศีต่าง ๆ นำมาใช้พิจารณาว่าดาวใดจะมีโอกาสให้โทษในราศีนั้นๆ โดยเฉพาะเมื่อ ดาวนั้นโคจรเข้ามาผ่านจุดองศามรณะย่อมส่งผลกระทบกับดาวเดิมที่ครองจุดองศามรณะร่วมด้วย
จุดมรณะองศาของ ดาวตามราศีและลัคนาต่างๆมีดังนี้คือ


ตัวอย่างเช่น ลัคนาเจ้าชะตาสถิตย์ ในราศีเมษ มีดาวอาทิตย์กุมลัคน์ มีองศาอาทิตย์ครอง ๒๐ องศา  ความหมายของอาทิตย์ คือปุตตะ บุตรและบริวารและเป็นตัวแทนของชื่อเสียงเกียรติยศ เมื่อดาวอาทิตย์อยู่ในจุดองศามรณะในราศีเมษด้วยแล้ว การพิจารณา ก็มีโอกาสที่จะทำนายด้านร้ายคือ  บุตร-ธิดา บริวารไม่ช่วยเหลือ หรือทำให้ลำบากหรือชื่อเสียงเกียรติยศเสียหาย
กรณีมี ดาวพระเคราะห์จรมาร่วมกันกับดาวลอยจุดองศามรณะแล้ว ดาวที่โคจรผ่านจุดองศามรณะย่อมถูกผลเสียหายกับ ดาวเดิมที่ครองจุดองศามรณะร่วมด้วย  

- การหาองศาของดาวที่โคจรจะทำให้ทราบว่าเป็นมุมแบบไหนคือการส่งกระแสของดาว โดยมุมสัมพันธ์  มีเขียนถึง ในเรื่องการพิจารณามุมต่างๆทางโหราศาสตร์
https://zodietcwise.blogspot.com/2023/12/blog-post.html


๑.มุมกุม หรือมุมร่วมราศี (มุม ๐ องศา)
สำหรับดาวที่อยู่ในราศีเดียวกันเรียกว่า กุมกัน  ส่วนดาวจรมาทับดาวพื้นดวงในราศีเดียวกันเรียกว่า ทับกัน มีอิทธิพลรุนแรงเพราะร่วมกันมีธาตุเดียวกัน  หากเป็นดาวศุภเคราะห์กุมลัคนา หรือศุภเคราะห์กุมกัน อย่างนี้ให้คุณ หากบาปเคราะห์กุมลัคนาหรือบาปเคราะห์กุมกันเองย่อมให้โทษ แต่เบาบางกว่า เนื่องจากบาปเคราะห์เบียนกันเอง 

๒.มุมตรีโกณหรือมุมร่วมธาตุหรือมุมสามเหลี่ยม(มุม ๑๒๐ องศา) คือมุมที่มีลักษณะที่ดาวอยู่ตำแหน่งสามเหลี่ยม หรือเป็น๕ ต่อกัน (การนับนับจากจุดเริ่มต้นเป็น ๑ เสมอ) หากมีดาวศุภเคราะห์อยู่ในมุมร่วมธาตุทั้ง๓จุดจะให้คุณมาก แต่หากตรึงด้วยดาวบาปเคราะห์ ๓ จุด อาจจะส่งผลให้คณด้วยที่ได้รับอิทธิพลจากธาตุเดียวกัน แต่มักจะให้โทษติดตามมาด้วยกัน ถ้ามีทั้งศุภเคราะห์และบาปเคราะห์คละกันไปไม่ต้องห่วงว่าบาปเคราะห์จะมาเบียนศุภเคราะห์ เพราะเป็นมุมให้คุณ แต่ความเป็นดาวบาปเคราะห์ก็จะส่งผลให้โทษแก่ศุภเคราะห์นั้นอาจจะทำให้ดาวศุภคราะห์ถูกด้อยค่าหรือได้รับผลดีไม่เต็มที่หรือก่อให้เกิดโทษตามมาภายหลัง

๓.มุมเล็ง (มุม ๑๘๐ องศา) คือ มุมที่มีดาวอยู่ตรงข้ามกันหรือเป็น๗ต่อกัน คือ อยู่ฝ่ายละธาตุ คนละเพศ ราศีตรงข้ามปกติจะให้โทษ ถ้าหากเป็นดาวบาปเคราะห์ตั้งอยู่ แต่ถ้าหากเป็นศุภเคราะห์ตั้งอยู่และเล็งมายังลัคนาก็สามารถให้คุณแก่ลัคนาได้แต่ไม่แน่นอนเสมอไป เช่น "ดาวศุกร์ ๖เป็น เจ็ด อาจารย์ว่าร้อนนิรันดร์" เป็นตัวอย่าง นั้น ท่านอาจารย์เล็ก พลูโตว่าจะทุกข์ใจเพราะความรัก อาจจะเป็นในแง่พลัดพราก หรือไม่ลงตัวหรือมักจะรักคนที่เขาไม่รักเราจริงประเภทได้คู่เจ้าชู้ หลายรัก หลายใจหรือรักเขาข้างเดียว แต่ที่ท่านอาจารย์บอกว่าศุภเคราะห์เล็งลัคน์อาจจะให้คุณกับลัคนานั้น ก็เนื่องจากมุมเล็งเป็นมุมสมพงษ์เป็นของมี มาคู่กันตามธรรมชาติย่อมอุปการะกัน เช่น ไฟกับลม,ดินกับน้ำ,ชายกับหญิง แต่อย่างไรก็ตามอาจารย์เล็ก พลูโตท่านก็ว่า มุมเล็งหรือมุมตรงข้าม ก็บอกว่าความหมายว่าตรงข้ามกันอยู่แล้ว คือเป็นปรปักษ์ได้ในภายหลัง เหมือนสามีภรรยากัน แต่งงานกัน รักกันปานจะกิน แต่แล้วก็อาจจะทะเลาะเบาะแว้งเลิกราหย่าร้างกันไป แล้วภายหลังมาตั้งตัวเป็นศัตรูกัน ดังนัน้การพิจารณา มุมเล็งน่าจะเป็นมุมที่มีโอกาสให้โทษมากกว่าให้คุณ 

๔.มุมโยค (มุม๖๐ องศา) หรือโยค คือ ดาวที่กระโดดข้ามข้างหน้าไป ๑ ราศี(เป็น ๓แก่กัน) เรียกว่าโยคหน้า ถ้าหากอยู่ข้างหลังถัดไปอีก๑ราศี (เป็น ๓แก่กัน)เรียกว่า โยคหลัง ดาวถึงกันในมุมแบบนี้ก็คล้ายกับมุมเล็งในส่วนทีเป็นธาตุอุปการะหรือ สมพงษ์กันคือไฟกับลม,ดินกับน้ำ เรียกว่า เป็นฝ่ายสนับสนุนหรือส่งเสริมชักนำไปในทางที่ดี ถ้าหากศุภเคราะห์ตั้งอยู่ก็ให้คุณยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากเป็นบาปเคราะห์ตั้งอยู่ก็อาจจะให้คุณน้อยลงไป และอาจได้รับโทษบ้างตามลักษณะของบาปเคราะห์นั้นๆแต่ไม่รุนแรงมากเพราะถือเป็นมุมโยคเป็นมุมที่ให้คุณ 

๕.มุมจตุโกณ หรือมุมสี่เหลี่ยมหรือมุมกากะบาด (มุม ๙๐ องศา) เป็นมุมหักหรือมุมข้อพับเป็นมุมให้โทษ (เป็น๔ แก่กัน) ถ้าหากเป็นบาปเคราะห์ตั้งอยู่ครบทุกมุม ให้โทษร้ายแรงยิ่งนัก แต่หากเป็นศุภเคราะห์ตั้งอยู่ครบทุกมุม ก็สามารถให้คุณได้แต่ไม่เต็มที่ หรือหากให้คุณเต็มที่ก็จะให้โทษตามมาภายหลัง เพราะเป้นมุมขัดแย้งกันนั่นเอง และถ้าเป็นบาปเคราะห์กับศุภเคราะห์นั้นบาปเคราะห์ย่อมเบียนศุภเคราะห์เสมอ ดังนั้นแม้ว่าดวงจะเป็นดวงจตุสดัยเกณฑ์ คือให้คุณด้านอำนาจวาสนาหรือเกียรติยศชื่อเสียงหรือหน้าที่การงานหรือฐานะความเป็นอยู่ และอื่นๆ แต่ถ้าหากมีบาปเคราะห์ตรึง ในมุมกากะบาดมากเท่าไหร่ยิ่งทุกจุดด้วย โอกาสที่ชีวิตจะหักโค่นลงย่อมมีมาก 

๖.มุมปลายหอก (มุม ๑๕๐องศา และ ๒๑๐องศา) คือมุมที่ให้โทษร้ายแรงอีกมุมหนึ่งเนื่องจากเป็น๖ (อริ) และเป็น๘ (มรณะ) กับลัคนา หากมีบาปเคราะห์ตั้งอยู่ทั้ง ๒ จุด จะให้โทษกับลัคนา และดาวเจ้าเรือนที่อยู่ในจุดที่เป็นปลายหอกนั้น ตำราว่ามุมชนิดนี้จัดเป็นมุมให้โทษอย่างเดียวไม่ให้คุณ

๗.มุมก้ามปู หรือมุมบีบ หรือมุมประชิด (มุม ๓๐ องศา) คือมุม ที่มีดาวเดินอยู่ข้างหน้า๑ ราศีและข้างหลัง ๑ราศี ดาวที่อยู่ข้างหน้า เรียกว่าศูนย์พาหะ เป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเจ้าชะตา กรณีเดินนำหน้าลัคนา และมีอิทธิพลต่อดาวที่เดินตามหลัง ดังนั้นหากดาวข้างหน้าเป็นดาวที่ให้คุณก็จะให้คุณ หากเป็นดาวที่ให้โทษย่อมให้โทษ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยดาวที่อยู่ข้างหลังนั้นจะเป็นตัวทำลายดาวที่อยู่ข้างหน้าเนื่องจากเป็นภพวินาสน์ หากลัคนาหรือดาวใดมีดาวบาปเคราะห์บีบหน้า-หลังทั้งสองจุด อาจทำให้เจ้าชะตาตกอับและเข้าตาจนได้ แต่หากเป็นศุภเคราะห์ทั้งสองจุดก็อาจจะให้คุณบ้างด้วยถือว่าได้อยู่ในแวดล้อมที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นมุมบีบ  ปกติให้โทษดังนั้นกว่าจะดีได้ต้องใช้ว่าฝ่าฟันสักหน่อยเพราะถูกกดถูกบีบนั่นเอง

พูดถึงวรรณคดีไทย ที่มักนำมาทำเป็นละครพื้นบ้านออกฉายทางโทรทัศน์บ่อยๆ เรื่องหนึ่ง คือ แก้วหน้าม้า ถือเป็นบทละครนอกอีกเรื่องหนึ่งที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่๒  คำว่า บทละครนอกนั้นหมายถึงละครที่พัฒนามาจากละครชาตรี ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยเดิมมีตัวละครเพียง๓-๔ ตัวละคร โดยผู้แสดงเป็นชาย ต่อมาได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ราษฎร จึงได้มีการพัฒนาบทละครและตัวแสดงเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่๒ ซึ่งพระองค์เองได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกไว้ถึง๖เรื่อง คือเรื่อง สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ ไกรทอง มณีพิชัย คาวี และสังขศิลป์ชัยพื่อให้ละครหญิงได้แสดง และเป็นละครหลวง การดำเนินเรื่องจะรวดเร็ว ผู้แสดงต้องคล่องแคล่ว มีไหวพริบปฏิภาณชำนาญทั้งรำและร้อง มีลูกคู่รับ  หากเป็นบทเล่าหรือบรรยาย ลูกคู่จะร้อง และผู้แสดงต้องพูดเอง เล่นตลกเอง มีคนบอกบทให้ มีแทรกตลกขบขัน

ส่วน เรื่องแก้วหน้าม้านี้เป็นพระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ซึ่งทรงเป็น พระราชโอรสของรัชกาลที่๒ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา (สกุลเดิม ณ บางช้าง )นอกจากพระนิพนธ์เรื่องนี้แล้ว ยังทรงมีผลงานพระนิพนธ์อื่น ๆ เช่น บทละครนอกเรื่องยอพระกลิ่น  นอกจากนั้นยังทรงเป็นนักเพลงยาว และสักวาชั้นเยี่ยม ซึ่งในสมัยนั้นนิยมเล่นสักวากันมากในหมู่กวี ถือว่าเป็นศิลปชั้นสูงทั้งเจ้านายสูงศักดิ์และผู้ดีมักนัดชุมนุมลอยเรือ เล่นสักวากันในงานนักขัตฤกษ์หรือในโอกาสพิเศษ สำหรับโคลงสี่สุภาพ ก็ทรงนิพนธ์ไว้ไพเราะมาก เช่น เรื่อง นิราศฉะเชิงเทรา ฯลฯ
นำกลอนสุภาพบางส่วนของบทละครเรื่องแก้วหน้าม้า มาฝากไว้ค่ะ 

      เมื่อนั้น                                     พระพินทองว่องไวใจกล้า 
      ทรงว่าวอยู่หว่างกลางโยธา     ทอดคว้าประจบสบทีโยธา
      ติดปักเป้าเข้าจำปาคว้าไขว่     ปักเป้าไล่จะประกบไม่หลบหนี 
      วิ่งรอกชุลมุนวุ่นเต็มที              พอลมตีขาดลิ่วปลิวไปฯ
 
      บัดนั้น                                       นางแก้วสัปดนคนไพร่
      หน้าตาเหมือนม้ามโนมัย          เข็ญใจที่สุดบุตรยายตา
      นางเป็นสาวศรีไม่มีผัว              หน้าเป็นเล่นตัวหนักหนา
      เห็นว่าวตกลงตรงท้องนา          จึ่งเอามาซ่อนไว้ในเรือน
      เอาผ้าปกคลุมหุ้มไว้                  มีให้ใครรู้กระแสแง่เงื่อน
      แกล้งดำเนินเดินเลยเฉยเชือน  บิดเบือนบังบานทวารไว้ฯ


💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙❤❤❤❤💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙💙❤❤❤❤💙💙💙💙💙💙💙💙💙

  • ขอบคุณที่อ่านและกดติดตามในบล็อก https://zodietcwise.blogspot.com
  • เป็นเพื่อนและกดถูกใจใน FB #zodietcwise 
  • ฝากกดติดตาม IG: https://www.instagram.com/zodietcwise/
  • สนใจดูดวงนัดติดต่อ Inbox มาก่อนได้เลยจ้า ก่อนนัดทางไลน์ค่ะ
  • ไลน์ Line  https://line.me/ti/p/DxUHcrL7-M
  • ขอบคุณข้อมูล :  https://www.horawej.com/
  • ขอบคุณข้อมูล   https://vajirayana.org/บทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า/บทละครนอก-แก้วหน้าม้า
  • ขอบคุณข้อมูล  วิกีพีเดีย-พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ 
  • ขอบคุณวิชาโหราศาสตร์
  • ข้อมูลตำราพรหมชาติ ฉบับสมบูรณ์, ตำราโลกธาตุ
  • ข้อมูลจากตำราอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร,  หลวงวิศาลดรุณกร(อั้น สาริกบุตร)
  • ข้อมูลอาจารย์ศ.ดุสิต,อาจารย์พันเอก(พิเศษ) เอื้อน มนเทียรทอง                              
  • ข้อมูลตำราอาจารย์พลูหลวง,
  • ข้อมูลตำราอาจารย์เล็ก พลูโต จากหนังสือ โหราศาสตร์ระบบพลูหลวง
  • ข้อมูลตำราอาจารย์จำรัส ศิริ,อาจารย์สิงห์โต สุริยาอารักษ์,อาจารย์อักษร ไพบูลย์,
  • อาจารย์ประภาพร เลาหรัตนเวทย์ ,ดิสพร ตุลยนันท์( โสภณ ดิลก)
  • ตำราโหราศาสตร์แบบไทย-พาราณสี อาจารย์แว่นแก้ว,โหราศาสตร์ไทย อาจารย์ยอดธง ทับทิวไม้,
  • ตำราโหราศาสตร์ปริวรรตฉบับเรียนรู้ด้วยตนเอง อาจารย์กานธนิกา ชุณหะวัต,ทิวา บุญญาปฏิภา,รตี พร้อมพรชัย
  • รวมทั้งหลายท่านอาจารย์และบรมครูโหราศาสตร์ที่อาจจะไม่เอ่ยนามค่ะ

  •   










    ความคิดเห็น